โรคตับอักเสบซีคืออะไร

คำว่า Hepatitis (เฮ๊ปพาไททิ่ส) หมายถึง การอักเสบของตับ การดื่มสุรา การเสพยาเสพติดและสารเคมีมากเกินไป รวมทั้งเชื้อไวรัสต่าง ๆ สามารถทำให้เกิดโรคตับอักเสบ ไวรัสตัวหลักที่ทำให้ตับอักเสบคือ ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสตับอักเสบซี ไวรัสเหล่านี้แตกต่างกันไป มีเพียงสิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ มีผลต่อตับ

โรคตับอักเสบซีมีผลต่อตับอย่างไร

ตับมีความสำคัญมากกับความเป็นอยู่ดีของคนเพราะมีหน้าที่หลายอย่างที่ช่วยให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง ตับมีหน้าที่

  • กำจัดเลือดของผลิตภัณฑ์ของเสียต่าง ๆ ฮอร์โมน ยาและสิ่งเป็นพิษต่าง ๆ
  • ผลิต เก็บและปล่อยน้ำตาล ไขมันและโปรตีน
  • ช่วยในการย่อยอาหาร และ
  • เก็บไวตามิน เกลือแร่และธาตุเหล็ก

ไวรัสตับอักเสบซีสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังและตับเสียหายในระยะยาว เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์ตับจะมีความเสียหายและถูกทำลายโดยทำให้ตับมีรอยแผลเป็นซึ่งเรียกว่า ไฟโบร์ซิ่ส (Fibrosis) ไฟโบรฺซิ่สขั้นรุนแรงสามารถทำให้ตับมีความแข็งขึ้นและป้องกันไม่ให้ตับทำงานด้วยดีซึ่งเรียกว่า ตับแข็ง (cirrhosis) สำหรับบางกรณีที่มีจำนวนน้อย ความเสียหายอย่างสาหัสต่อตับสามารถนำ ไปสู่ตับวายและมะเร็งในตับ

การติดโรคตับอักเสบซีสามารถมีผลต่อคนในแบบต่าง ๆ บางคนจะไม่รับผลกระทบใด ๆ ในขณะที่คนอื่นจะได้รับผลกระทบอย่างสาหัส งานวิจัยพบว่า ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของคนติดโรคตับอักเสบซีจะกำจัดไวรัสได้ภายใน 12 เดือน ดังนั้นพวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบอีกและไม่สามารถจะแพร่ไวรัสได้ สำหรับคนที่ไม่ได้กำจัดไวรัส โรคตับอักเสบซีสามารถทำให้ตับเสียหายได้หลังจากหลาย ๆ ปีผ่านไป

การติดโรคตับอักเสบซี

จาก 100 คนที่เป็นโรคตับอักเสบซี 25 คนจะกำจัดไวรัสไปตามธรรมชาติภายใน 12 เดือนแรก
75 คนจะยังมีไวรัสในร่างกาย แต่อาจจะไม่เกิดอาการใด ๆ อย่างชัดเจน
เมื่อไม่ได้รับการรักษา 30 คนจะเกิดอาการ ซึ่งจะปรากฏอย่างชัดเจนหลังจากติดโรคไปแล้ว 10 ถึง 15 ปี
10 คนจะเป็นโรคตับอย่างรุนแรงหลังจาก ติดโรคโดยไม่ได้รับการรักษาไปแล้ว 20 ปี
5 คนจากนี้จะเกิดตับวายหรือ มะเร็งในตับและอาจตายได้

ท่านติดไวรัสตับอักเสบซีได้อย่างไร

ไวรัสตับอักเสบซีแพร่ไปได้เมื่อเลือดที่ติดเชื้อจากผู้ติดเชื้อได้เข้าสู่กระแสเลือดของอีกบุคคลหนึ่ง ผู้ติดโรคตับอักเสบซีในออสเตรเลียส่วนใหญ่แล้วติดจากการใช้อุปกรณ์ร่วมกันในการฉีดยาเช่น เฮโรอีน สปีด หรือ สารสเตอรอยด์ บางคนอาจได้ติดเชื้อจากการถ่ายเลือดก่อนปี ค.ศ.1990 หลาย ๆ คนที่เกิดในต่างประเทศได้ติดเชื้อจากกระบวนการทางแพทย์ ทันตกรรมและศัลยกรรมและการฉีดวัคซีนที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อในอดีต แม้แต่ปัจจุบันนี้โรคตับอักเสบซียังสามารถแพร่ไปได้แบบนี้ในบางประเทศ โปรดดูดัชนีที่ 1 ซึ่งแสดงการติดเชื้อโรคตับอักเสบซีทั่วโลก

โรคตับอักเสบซีสามารถแพร่โดย

วิธี ความเสี่ยงในการแพร
การใช้อุปกรณ์ฉีดยาร่วมกันหรือใช้อุปกรณ์ฉีดยาที่ใช้แล้ว เสี่ยงสูง
กระบวนการทางแพทย์ ทันตกรรมและศัลยกรรมและการฉีดวัคซีนที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อในต่างประเทศ เสี่ยงสูง
การสักและเจาะร่างกายที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ เสี่ยงสูง
อุบัติเหตุจากเข็มฉีดยาตำ เสี่ยงต่ำถึงปานกลาง
จากแม่สู่ลูก ก่อนหรือระหว่างคลอด เสี่ยงต่ำถึงปานกลาง
การใช้มีดโกนหรือแปรงสีฟันร่วมกัน เสี่ยงต่ำ
ถ่ายเลือดในออสเตรเลียก่อน ค.ศ. 1990 เสี่ยงต่ำ
ถ่ายเลือดในออสเตรเลียหลังกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 เสี่ยงต่ำมาก
การมีเพศสัมพันธ์ (โดยไม่มีการติดต่อทางเลือด) เสี่ยงต่ำมาก
ให้นมมารดาแก่ทารก เสี่ยงต่ำมาก

แหล่งข้อมูลจาก
www.ntahc.org.au "Hep C – Am I at Risk?"
www.hepatitisaustralia.com "Hepatitis C: how people get it" factsheet
www.health.gov.au "National Hepatitis C Resource Manual 2nd Edition

โรคตับอักเสบซีไม่สามารถแพร่โดยการติดต่อในสังคม สิ่งเหล่านี้คือ ยุงหรือแมลงอื่น ๆ การกอด จูบ จาม ไอ รับประทานอาหารและดื่มร่วมกัน การใช้จาน เครื่องครัว อุปกรณ์ซักผ้าและห้องน้ำร่วมกันจะไม่แพร่โรคตับอักเสบซี

อาการของโรคตับอักเสบซีเป็นอย่างไร

บางคนที่ติดโรคตับอักเสบซีจะไม่เกิดอาการใด ๆ เป็นเวลานาน สำหรับคนที่เกิดอาการจะมีลักษณะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ บางคนอาจจะมี่อาการคลื่นไส้ เหนื่อยอย่างมาก และเจ็บหรือปวดบริเวณตับ วิธีเดียวที่จะทราบว่าท่านติดโรคตับอักเสบซีหรือไม่คือ การตรวจเลือดซึ่งแพทย์ของท่านจะตรวจให้ได้

เมื่อเป็นโรคตับอักเสบซี แล้วจะป้องกันไม่ให้แพร่ไปสู่คนอื่นได้อย่างไร

ในบ้าน

  • ไม่ใช้มีดโกน แปรงสีฟันและที่ตับเล็บร่วมกัน
  • ทำความสะอาดหยดเลือดอย่างระมัดระวังด้วยถุงมือยาง สบู่ น้ำอุ่นและบลีช(น้ำยาฟอกขาว)
  • ใส่สิ่งที่เปื้อนเลือดเช่น พลาสเตอร์พันแผล ผ้าแต่งแผล ผ้าอนามัยแบบสอด และแผ่นผ้าอนามัยในถุงพลาสติกก่อนที่จะใส่ในถังขยะ
  • หลีิกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่มีการสัมผัสระหว่างเลือด เช่น มีเพศสัมพันธ์ระหว่างมีประจำเดือน ให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอ

ถ้าท่านฉีดยาเสพติด

ถ้าท่านฉีดยาเสพติด ให้ใช้เข็มฉีดยาใหม่ กระบอกฉีดยาหรืออุปกรณ์ในการฉีดยาอื่น ๆ ที่เป็นของตนเองเสมอ การใช้อุปกรณ์ฉีดยาร่วมกันสามารถแพร่ไวรัสตับอักเสบซีและบีและเชื้อเอชไอวี (เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์)ได้ ให้ระมัดระวังในหาทิ้งอุปกรณ์การ ฉีดยาของท่านเพื่อที่คนอื่นจะไม่นำไปใช้ต่อ

ถ้าท่านเดินทางต่างประเทศ

เป็นสิ่งสำคัญที่จะระวังเกี่ยวกับเลือด (คือ ให้ระวังเลือดที่มีในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งที่คาดไว้หรือเป็นจริง) อยู่ตลอดเวลาและพยายามที่ไม่ทำอะไรที่มีการสัมผัสระหว่างเลือดโดยเฉพาะเมื่อท่านอยู่ในประเทศอื่น ควรจะหลีกเลี่ยงการเจาะสักและการฉีดยาที่ไม่ได้รับการฆ่าเชื้อ กระบวนการทางแพทย์และทันตกรรมในบางประเทศก็มีความเสี่ยงในการติดโรคตับอักเสบซี

ฉันจะมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม

การมีเพศสัมพันธ์มีความเสี่ยงต่ำมากในการแพร่โรคตับอักเสบซี อย่างไรก็ตาม ต้องระมัด ระวังเมื่อเกิดเลือดระหว่างมีเพศสัมพันธ์เช่น ระหว่างมีประจำเดือน ท่านสมควรที่จะใช้ถุงยางระว่างมีเพศสัมพันธ์เมื่อเิกิดเลือด ถุงยางยังช่วยปกป้องท่านจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่น เชื้อเอชไอวีและโรคตับอักเสบบี

จำไว้ว่า คนที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตที่แข็งแรงและมีความหมาย และไม่เป็นภัยต่อครอบครัวของเขา ต่อคนที่เขาอยู่ด้วย หรือต่อคนที่เขาทำงานด้วย

การติดเชื้อร่วมกับไวรัสชนิดอื่น ๆ

การติดเชื้อร่วม หมายถึง การติดเชื้อด้วยไวรัสมากกว่าหนึ่งตัว คนติดโรคตับอักเสบซีสามารถติดเชื้อร่วมกับเชื้อเอชไอวีหรือเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้วเชื้อเหล่านี้แพร่ไปได้ด้วยวิธีคล้ายกันคือ ทางสัมผัสระหว่างเลือด การติดเชื้อร่วมสามารถเร่งอาการของโรคตับอักเสบซีและเิพิ่มความเสี่ยงในการเิิกิดโรคตับหรือมะเร็งในตับ

ผลกระทบจากการดื่มสุราและการเสพยาเสพติดมีอะไรบ้าง

ถ้าท่านเป็นโรคตับอักเสบซีและดื่มสุรา ท่านจะเสี่ยงมากขึ้นในการเป็นโรคตับรวมทั้งตับแข็ง สุรายังอาจส่งผลต่อการตอบสนองของท่านกับการรักษาโรคตับอักเสบซีทำให้การรักษาได้ผลไม่เต็มที่ ถ้าท่านมีโรคตับอักเสบซีเรื้อรังแต่ไม่ใช่ตับแข็ง ท่านควรดื่มสุราน้อยลงโดยไม่เิกิน 7 แก้วขนาดธรรมดาต่อสัปดาห์ ถ้าท่านเป็นตับแข็ง ท่านไม่ควรดื่มสุรา

การสูบบุหรี่หรือยาเสพติดต่าง ๆ เช่น กัญชา ยังสามารถทำให้โรคตับลุกลามเพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

รักษาสุขภาพให้แข็งแรงและดูแลตนเอง

ถ้าท่านเป็นโรคตับอักเสบซี มีวิธีต่าง ๆ ที่ท่านสามารถรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับในขั้นร้ายแรงกว่า

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ซึ่งมีไขมัน น้ำตาลและเกลือน้อยอยู่เสมอ
  • ลดหรืองดการดื่มสุรา
  • Get plenty of rest
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • พยายามหลีกเลี่ยงหรือหาทางจัดการกับความเครียด
  • ดื่มน้ำมาก ๆ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจจะส่งผลเสียต่อตับมากขึ้น
  • ถ้าท่านตัดสินใจจะใช้วิตามินหรือยาเสริม (เช่น สมุนไพร) ให้ปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลของท่าน