ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีในประเทศบ้านเกิดของท่านเป็นอย่างไร

ถ้าท่านคิดว่าท่านไม่รู้จักใครเลยในประเทศบ้านเกิดเของท่านที่ติดเชื้อเอชไอวี/เป็นโรคเอดส์ และนั่นก็น่าจะเป็นความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับคนในบ้านเกิด

ขอให้คุณคิดใหม่ได้เลย

เชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์มีผลกระทบต่อทุกคน ดังนั้นโปรดดูแลตัวเองเมื่อท่องเที่ยว

เชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์คืออะไร

ถ้าท่านติดเชื้อเอชไอวี นี่คือท่านมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในตัว ภาษาอังกฤาเรียกว่าเอชไอวี โพสสิถีฟว์ (HIV Positive)

ครั้นเมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะโจมตีและทำลายร่างกายลงอย่างช้าๆ ซึ่งปกติระบบภูมิคุ้มกันร่างกายนี้ ป้องกันท่านจากาการติดเชื้อโรคและช่วยมิให้กลายเป็นโรคต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนี่ง (มักเป็นเวลาหลายปี) ระบบบภูมิคุ้มกันก็จะอ่อนลงจนผู้ที่ได้รับเชื้อคนนั้นเกิดเจ็บป่วยขึ้น เฉพาะเพียงเมื่อคนที่มีเชื้อเอชไอวีได้รับการตรวจวินิจฉัย (Diagnosis) ว่าเป็นโรคหนึ่ง หรือมากกว่าแล้วเท่านั้น จึงจะกล่าวได้ว่าคนนั้นเป็นโรคเอดส์

โรคเอดส์ (AIDS) เป็นตัวย่อของคำว่า แอคไควร์ค อิมมูน เดฟฟิเชียนซี ซินโดรม (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เมื่อคนเจ็บป่วยลงด้วยโรคแปลกๆ หลายๆ โรคด้วยกันเนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง จึงจะกล่าวได้ว่าคนนั้นเป็นโรคเอดส์

เชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ยังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้แต่การบำบัดรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยยาชนิดพิเศษสามารถช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้

เชื้อเอชไอวีแพร่ไปได้อย่างไร

เชื้อเอชไอวีพบได้ในของเหลวของร่ายกายเช่น เลือด น้ำอสุจิของชาย เมือกในช่องคลอดหญิง และนมมารดา การติดเชื้อเอชไอวีจะเกิดขึ้นได้เพียงเมื่อของเหลวจากผู้มีเชื้อได้เข้าสู่กระแสเลือดของอีกคนหนึ่ง เชื้อเอชไอวีแพร่ไปได้โดยวิธีต่อไปนี้เท่านั้น

  • การมีเพศสัมพันธ์ (ทางทวารหนักหรือช่องคลอด และโดยใช้ปาก)
  • การใช้เข็มฉีดยา กระบอกฉีดยาและอุปกรณ์อื่นๆ ในการฉีดยาร่วมกับ
  • การเจาะและสักร่างกาย (ด้วยเครื่องมือที่ไม่ได้รับการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี) /li>
  • จากมารดาสู่ทารกเมื่อคลอดและการให้นมมารดาแก่ทารก
  • การรับ การให้เลือดและ/หรือผลิตภัณฑ์จากเลือด (ผลิตภัณฑ์จากเลือดในออสเตรเลียได้รับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985)

เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแพร่ไปได้ในกรณีต่อไปนี้

  • ไอ จาม ถ่มน้ำลาย จูบ/หอม ร้องไห้
  • ใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกัน
  • ผ้าปูที่นอน
  • ห้องส้วม ห้องอาบน้ำฝักบัว หรือรูปแบบใดๆ ในการติดต่อกันทางสัมผัสภายนอก
  • แมลงเช่นยุงไม่แพร่เชื้อเอชไอวี

โรคิดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ เอสทีดี (STD มาจาก Sexually Transmissible Diseases) มีอีกชื่อหนึ่งคือ กามโรค

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม หูดที่อวัยวะเพศ โรคซิฟิสิส โรคคลามิเดีย หนองใน และโรคตับอักเสบบี มีปรากฎอยู่ในทุกๆ สังคม

และ ถ้าท่านมีอาการดังต่อไปนี้

  • คัน
  • ตุ่มน้ำใส
  • มีของเหลวไหลออกมาอย่งผิดปกติ เช่น ตกขาว หนองไหล
  • แสบร้อนเวลาขับปัสสวะ
  • เจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์ท่านอาจจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างใดอย่งหนึ่ง ฉะนั้นท่านควรพบแพทย์

ที่สำคัญกว่านั้น คือ ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์อยู่อย่างไม่ปลอดภัย (ไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน) ท่านอาจเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยไม่มีอาการใดๆ เลย

ปราศจากการบำบัดรักษาแล้วโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ธรรมดาๆ เช่น โรคคลามิเดีย และโรคหนองใน อาจส่งผลทำให้มีบุตรยากทั้งในผู้ชายและผู้หญิง

ข้อเตือนใจ

เชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนักและทางปาก

โรคบางชนิด (ตัวอย่างเช่น เริม) ยังสามารถแพร่ได้ด้วยการสัมผัสทางผิวหนังด้วย เชื้อเอชไอวีและโรคตับอักเสบบี (รวมทั้งโรคตับอักเสบซี) ยังสามารถแพร่ได้ทางเลือดจากการใช้กระบอกฉีดยาที่ใช้แล้วหรือจากอุปกรณ์เจาะสักร่างกายที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี

การใช้ถุงยางอนามัย (ร่วมกับหล่อลื่นที่ใช้น้ำเป็นส่วนประกอบหลัก) ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ จากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนักและทางปาก

ถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยควรร่วมกับหล่อลื่นที่ใช้น้ำเป็นส่วนประกอบหลัก อย่างเช่น ยี่ห้อ เควาย เยลลี่ (KY Jelly) หรือ ยี่ห้อเวตสตั๊ฟ (Wetstuff) ถุงยางอนามัยเป็นวิธีคุมกำเนิดวิธีเดียวที่ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โปรดจำไว้ว่า ในบางประเทศถุงยางอนามัยอาจจะหาซื้อได้ยากาว่าในออสเตรเลีย ดังนั้นจะเป็นการดีที่ท่านอาจจะนำถุงยางอนามัยติดกระเป๋าไปด้วยทุกครั้งก่อนเดินทาง

การสักและเจาะร่างกาย

หลายคนที่เดินทางต่างประเทศแล้วก็จะทำอะไรที่ตัวเองคิดไว้ก่อนแล้วว่าอยากจะทำ เช่น สักหรือเจาะร่างกาย แต่เชื้อเอชไอวี โรคตับอักเสบบี และโรคตัลอักเสบซี อาจจะแพร่ได้โดยง่ายจากอุปกร์ที่ไม่ได้รับการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี

ฉะนั้น โปรดคิดให้ดี แต่ถ้าท่านยังต้อการจะสักหรือเจาะร่างกาย ก็ควรจะตรวจให้แน่ว่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้รับการฆ่าเชื้อโรคอย่างถูกวิธีและที่ดีกว่าคือ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับท่านเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น

  • อย่าเจาะหรือสักร่ากายอย่างฉับพลัน
  • จงคิดว่ารอไว้จนกว่าจะกลับไปออสเตรเลีย

การฉีดยาเสพติด

อีกอย่างหนึ่ง ท่านอาจไม่คิดว่าจะทำก็คือการใช้ยาเสพติด นี่ไม่ได้เป็นการรณรงค์ให้ใช้ยาเสพติด แต่บางคราวมันก็สะท้อนวีถีชีวิตจริงของคนเรา

การฉีดเข้าร่างกายมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสที่อาศัยอยู่ในกระแสเลือด อย่างเช่นเชื้อเอชไอวี และเชื้อโรคตับอักเสบบีและซี รวมมทั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย

มีวิธีอื่นๆ ที่ปลอดภัยกว่าเช่นการกลืน การสูดดม การเหน็บ (ทางทวารหนัก) หรือการสูบ

ถ้าใช้วิธีฉีด ทุกครั้งที่จะฉีดควรจะใช้อุปกรณ์ใหม่ที่ได้รับการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี (โครงการเข็มและกระบอกฉีดยาแจกอุปกรณ์เหล่านี้ฟรีในออสเตรเลีย)

ถ้าคุณไม่สามารถหาเข็มฉีดยาใหม่ได้เลย ควรกลับไปใช้เข็มฉีดยาเก่าของตัวเองและไม่ใช้อุปกรณ์การฉีดยา (รวมทั้งสายรัดแขน) ร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด



ถ้าคุณไม่สามารถหาเข็มฉีดยาใหม่ได้เลย ควรกลับไปใช้เข็มฉีดยาเก่าของตัวเองและไม่ใช้อุปกรณ์การฉีดยา (รวมทั้งสายรัดแขน) ร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด

  1. ล้างด้วยน้ำเย็นที่สะอาด 2 ครั้ง
  2. เติมน้ำยาฆ่าเชื้อ (บลีช) และเขย่าเป็นเวลา 30 วินาที
  3. ทำซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ (บลีช) อันใหม่
  4. ล้างด้วยน้ำเย็นที่สะอาดอีก 2 ครั้ง

น้ำที่ใช้ล้างแล้วให้ผลดีที่สุดคือ การใช้น้ำบริสุทธิ์ (น้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว, sterile water)

ถ้าคุณไม่สามารถหาน้ำบริสุทธ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อได้เลย สิ่งสุดท้ายที่จะใช้ได้คือ น้ำต้มจากน้ำที่บรรจุขายในขวด แต่ต้องมั่นใจว่าฝาขวดได้ถูกปิดผนึกเป็นอย่างดีในตอนที่ซื้อ